วันจันทร์ - วันศุกร์ 09:00 – 17:00 / วันเสาร์ - วันอาทิตย์ ปิด ysdathailand@ysda.org

บทความ Perfect Match ความเข้ากันทีมากกว่าแค่ “ฉันเลือก” โดย จีรนันทร์ นาพยา

Perfect Match ความเข้ากันที่มากกว่าแค่ “ฉันเลือก” โดย จีรนันทร์ นาพยา

แอพหาคู่กลายเป็นช่องทางหลักของการตั้งใจจะพบรัก หรือมีความสัมพันธ์ ที่เลือกใช้คำว่าตั้งใจ เป็นเพราะว่าความสัมพันธ์รักอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ แต่การตัดสินใจโหลดแอพหาคู่เป็นการแสดงออกถึงความจดจ่อกับความสัมพันธ์ ในอดีตอาจมีสภาวะนี้เกิดขึ้นได้ มีบริษัทรับหาคู่ มีเว็บไซต์หาคู่ จนถึงตอนนี้ที่เลือกคนที่เหมาะสมผ่านการปัดหน้าจอ เมื่อเหมาะสมกัน เลือกซึ่งกันและกันจึงแมชกัน ภาพจำที่สังคมมีคืออำนาจในมือที่จะมีสิทธิ์เลือกความสัมพันธ์ตามความต้องการในเวลาสั้น เป็นการเพิ่มอำนาจให้ปัจเจกอย่างถึงที่สุด

คำถามของบทความนี้ไม่ใช่ว่าอำนาจในการเลือกนั้นจริงหรือปลอม แต่คือ ใครเป็นผู้ประกอบชุดตัวเลือกที่วางอยู่ตรงหน้าเรา ด้วยเกณฑ์อะไร และเพื่อประโยชน์ของใคร และคำถามที่ตามมาติด ๆ คือ ทำไมเราจึงไม่มีทางรู้คำตอบ

แม็ก เวเบอร์ (1864-1920) นักสังคมวิทยาเยอรมัน เสนอว่าสังคมสมัยใหม่มีลักษณะเด่นคือการที่กิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมถูกจัดให้อยู่บนตรรกะของประสิทธิภาพ การคำนวณ และความคาดเดาได้ กระบวนการนี้เวเบอร์เรียกว่า rationalization (Weber, 1930/2001; Craib, 1997) ผลกระทบที่ตามมาคือ เมื่อทุกอย่างถูกแปลงให้อยู่ในรูปข้อมูลที่จัดการได้ ทำให้ความหมายทางจิตวิญญาณค่อย ๆ ถูกลดทอน ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกเหนือการคำนวณอีกต่อไป* ประเด็นคือการคำนวณอยู่บนพื้นฐานความคิดลักษณะไหน คำถามที่ควรถามกับแอพหาคู่จึงไม่ใช่ว่ามันจับคู่แม่นแค่ไหน แต่คือ ใครนิยามว่า “คู่ที่ดี” หมายถึงอะไร และเราได้รู้คำนิยามนั้นหรือเปล่า

(เชิงอรรถ 1: ดู Weber (1978), Vol. 1, pp. 85-86)

การ rationalize ความรัก

แอพหาคู่คือการบีบความซับซ้อนของมนุษย์ทั้งชีวิตให้เหลือเพียงข้อมูลสั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอายุ อาชีพ รายได้ ความสนใจ หรือรูปถ่าย ทั้งหมดเพื่อขายตัวคน การเลือกแมชกับคนหนึ่งไม่ใช่แค่การปัดซ้ายขวา แต่ในเสี้ยววินั้นมีกระบวนการประเมินคุณค่าแบบตลาดอยู่ เพราะคนใช้งานแอพจะตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกคนหนึ่งภายในเวลาไม่กี่วินาที

ผู้ใช้สามารถปัดเพื่อเลือกหรือปฏิเสธคนได้อย่างอิสระ แต่เลือกได้เฉพาะคนที่อัลกอริทึมจัดส่งมาให้ ในหมวดหมู่และกรอบที่ระบบกำหนด ผู้ใช้ไม่เคยมีโอกาสตั้งคำถามว่าทำไมความเข้ากันได้จึงถูกนิยามด้วยตัวแปรเพียงไม่กี่ตัว และทำไมความใกล้-ไกลของผู้คนจึงถูกนิยามด้วยระยะทาง เป็นความใกล้ชิดของคนหรือของ GPS กันแน่

กระนั้น เพื่อความเป็นธรรม ความรักเองก็ไม่เคยเป็นเรื่องที่ปลอดจากการคำนวณอยู่แล้ว การแต่งงานด้วยความรักเป็นของใหม่มากในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านั้นการจับคู่คือการคำนวณทรัพย์สินและพันธมิตร (Coontz, 2005) ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ลบล้างประเด็น มันทำให้ประเด็นชัดขึ้น เพราะโลกกว้างขึ้นได้ทั้งที่ผู้ใช้ยังไม่รู้เกณฑ์อยู่ดี ปัญหาไม่เคยอยู่ที่ขนาดของกรอบ แต่อยู่ที่ว่ากรอบนั้นถูกตั้งโดยใคร และตรวจสอบได้หรือไม่*

(เชิงอรรถ 2: ในทางประจักษ์ แอพหาคู่ยังสัมพันธ์กับการจับคู่ที่ข้ามเชื้อชาติและข้ามเครือข่ายสังคมเดิมมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับกลุ่มที่โครงสร้างแบบเดิมปิดกั้นไว้ (Rosenfeld, Thomas, & Hausen, 2019) ข้อสังเกตนี้ไม่ได้ขัดกับข้อเสนอของบทความ เพราะบทความไม่ได้เสนอว่าตลาดแคบลง แต่เสนอว่าเกณฑ์ในการจัดตลาดถูกซ่อนไว้)

"For You"

ตรรกะแบบเดียวกันนี้ปรากฏในฟังก์ชัน For You ของ TikTok, Instagram และแพลตฟอร์มเนื้อหาอื่น ๆ ซึ่งเป็นการจับคู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ขณะที่แอพหาคู่ใช้ความชอบเพื่อจับคู่คน For You ใช้ความชอบเพื่อจับคู่เนื้อหา ทั้งสองตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันว่า ความชอบเป็นตัวแทนของความเป็นมนุษย์ที่เพียงพอ จึงนำมาคำนวณและจับคู่ได้ 

ประเด็นคือ แอพหาคู่ยังเหลือพิธีกรรมของการเลือกอยู่บ้าง เช่น ต้องยกนิ้ว ต้องปัด ต้องคุย ต้องตัดสินใจ แต่ใน For You แค่ไม่เลื่อนปัดออกก็เป็นการลงคะแนนแล้ว และคะแนนนั้นก็ย้อนกลับมากำหนดสิ่งที่เราจะได้เห็นต่อไป ความชอบจึงทั้งถูกอ่านและสร้างผ่านการลงคะแนนแต่ละครั้งแต่ละเสี้ยววินาที

 ความชอบไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของความเป็นมนุษย์ ความคิดและความรู้สึกของมนุษย์ซับซ้อนเกินกว่าจะถูกลดทอนให้เหลือเพียงรูปแบบความชอบ ผลกระทบในระยะยาวคือการสูญเสียความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกับความแตกต่างและความไม่คาดคิด เมื่อระบบจัดให้ผู้ใช้ได้เจอเฉพาะคนที่ตรงสเปคและเนื้อหาที่ตรงความชอบ ผู้ใช้ก็สูญเสียโอกาสในการเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่นอกกรอบของตน ความสามารถในการรับมือสิ่งที่ไม่ชอบ สถานการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ จึงค่อย ๆ ฝ่อลง*

(เชิงอรรถ 3: ข้อความนี้เป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎี ไม่ใช่ข้อสรุปเชิงประจักษ์ งานวิจัยเรื่องบับเบิ้ลความคิดยังไม่ลงรอยกัน บางชิ้นพบว่าการเจอมุมมองตรงข้ามกลับทำให้คนยึดความคิดเดิมแน่นขึ้น (Bail et al., 2018) บางชิ้นพบว่าการเปลี่ยนวิธีจัดฟีดแทบไม่ขยับทัศนคติในระยะสั้น (Guess et al., 2023) ที่ยังตอบไม่ได้ชัดส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลที่จะตอบอยู่ในมือแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นประเด็นที่บทความกลับมาพูดในหัวข้อถัดไป)

สิ่งที่เราเถียงได้

แอพเปลี่ยนตัวผู้กำหนดกรอบ จากคนที่มองเห็นได้ ไปเป็นระบบที่มองไม่เห็น หากเป็นความรัก แม่สื่อที่จับคู่เราในหมู่บ้านมือคติ แต่เรารู้ว่าเขามีอคติเรื่องอะไร รู้ว่าเขาได้อะไรจากการจับคู่นี้ เถียงกับเขาได้ และเขายังต้องรับผิดต่อชุมชนที่เขาอยู่ ส่วนอัลกอริทึมไม่บอกเกณฑ์ ไม่บอกว่ามันได้อะไร ไม่มีช่องให้เถียง และไม่ต้องรับผิดต่อใครที่เราเดินไปหาได้ สิ่งที่ต่างคืออำนาจแบบเก่ามีหน้ามีตา จึงทัดทานได้ ส่วนอำนาจแบบใหม่กว้างขวางกว่า อ่อนโยนกว่า และไม่มีหน้าให้ทัดทาน*

(เชิงอรรถ 4: การเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่การถวิลหาสังคมแบบเดิม แม่สื่อกีดกันคนออกจากตลาดคู่ครองด้วยเกณฑ์ชนชั้น ชาติพันธุ์ และศาสนา อย่างรุนแรงกว่าอัลกอริทึมมาก ประเด็นอยู่ที่รูปแบบของอำนาจ ไม่ใช่ปริมาณ)

ใครได้อะไรจากการที่เราไม่รู้

เศรษฐกิจที่ความสนใจของเราคือสินค้า เวลาที่อยู่หน้าจอบนแพลตฟอร์มคือรายได้โดยตรง ระบบจัดอันดับและออกแบบถูกออกแบบมาให้เราอยู่ต่อมากกว่าให้เราได้เจอสิ่งที่ดีต่อเรา สองอย่างนี้อาจไปด้วยกันได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และเวลามันขัดกัน เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่าระบบเลือกข้างไหน ความไม่โปร่งใสของการเปิดเผยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตราบใดที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าระบบทำอะไรกับผู้คน ก็ยังไม่มีใครเรียกร้องความรับผิดจากใครได้ การที่เรื่องนี้เถียงกันไม่จบสักที จึงเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเดียวเสมอ

รู้เท่าทันสื่อแบบไหนที่ยังใช้ได้

หากปัญหาอยู่ที่การออกแบบของระบบ คำตอบเพียงแค่ปัจเจก “จงรู้เท่าทันสื่อ” ย่อมไม่พอ เพราะโยนภาระกลับมาที่ปัจเจก ในระบบที่ถูกออกแบบมาให้ปัจเจกมองไม่เห็น

ข้อเสนอหลักระดับแรกจึงเป็นเรื่องโครงสร้าง คือข้อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มสำแดงเกณฑ์ในการจัดลำดับอย่างโปร่งใส และเปิดช่องให้นักวิจัยอิสระเข้าไปตรวจสอบได้ ข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ กฎหมาย Digital Services Act ของสหภาพยุโรปบังคับไว้แล้วทั้งสองอย่าง ทั้งการบอกว่าระบบแนะนำเนื้อหาใชะไรเป็นเกณฑ์และทำไมเกณฑ์นั้นจึงมีน้ำหนักกว่าเกณฑ์อื่น และการเปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการรับรองขอเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะได้* แต่ในทางปฏิบัติข้อมูลที่เปิดเผยก็มักถูกซุกไว้ในเงื่อนไขการใช้บริการที่ไม่มีใครอ่าน และฟีดทางเลือกที่ไม่อิงการทำโปรไฟล์ก็ไม่เคยถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้น กระนั้นก็ยังมีอะไรให้เถียงกันได้ ต่างจากของไทยที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล* คุ้มครองข้อมูลของเราในฐานะข้อมูล แต่ไม่ได้แตะเรื่องความโปร่งใสของระบบจัดอันดับเลยแม้แต่น้อย นี่คือช่องว่างที่ยังไม่มีใครพูดถึงมากพอ 

ระดับที่สองคือระดับเรา การรู้เท่าทันสื่อไม่ใช่การใช้เครื่องมือให้คล่องขึ้น ไม่ใช่การหา “คนที่ตรงสเปกที่สุด” ได้เร็วขึ้น ไม่ใช่การหา “เนื้อหาที่ถูกใจ” ไปเสียหมด แต่คือการไม่ลืมถามว่าใครกำลังจัดอันดับเราอยู่ ด้วยเกณฑ์อะไร และเขาได้อะไรจากการจัดอันดับนั้น พร้อมกับการไม่ยอมให้คุณค่าของตัวเองและของคนอื่นถูกแปลงเป็นยอดแมชหรือยอดการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นเรื่องสุขภาพใจโดยตรง

เครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์และจะอยู่กับเราต่อไป โจทย์จึงไม่ใช่การตัดขาด แต่คือการรักษาความสามารถที่จะรู้ว่าเรากำลังยืนอยู่ตรงไหนและใช้ประโยชน์จากมัน

(เชิงอรรถ 5: Regulation (EU) 2022/2065 (Digital Services Act) มาตรา 27 บังคับใช้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกราย กำหนดให้ระบุพารามิเตอร์หลักของระบบแนะนำเนื้อหาไว้ในเงื่อนไขการใช้บริการด้วยภาษาที่เข้าใจได้ อย่างน้อยต้องครอบคลุมเกณฑ์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดและเหตุผลของการให้น้ำหนักนั้น พึงสังเกตว่ามาตรานี้ไม่ได้บังคับให้แพลตฟอร์มต้องเสนอทางเลือกในการจัดอันดับ เพียงกำหนดว่าหากมีอยู่แล้วต้องเข้าถึงและเปลี่ยนได้ง่าย ส่วนมาตรา 38 และ 40 บังคับใช้เฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มาก (VLOPs) และเครื่องมือค้นหาขนาดใหญ่มาก (VLOSEs) ตามนิยามในมาตรา 33 โดยมาตรา 38 กำหนดให้ต้องมีทางเลือกอย่างน้อยหนึ่งแบบที่ไม่อิงการทำโปรไฟล์ และมาตรา 40 เปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการรับรองจาก Digital Services Coordinator ของรัฐสมาชิก ยื่นขอเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อศึกษาความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก Delegated Act กำหนดเงื่อนไขทางเทคนิคและขั้นตอน พร้อมจัดตั้ง DSA Data Access Portal เป็นช่องทางกลาง อนึ่ง ในทางปฏิบัติยังมีข้อวิจารณ์ว่าแม้ VLOP ทุกรายจะพัฒนาฟีดทางเลือกขึ้นมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพียงการเรียงตามเวลาหรือตามความนิยม และไม่มีรายใดตั้งเป็นค่าเริ่มต้น) 

(เชิงอรรถ 6: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำกับการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการเปิดเผยเกณฑ์ของระบบแนะนำเนื้อหา หรือสิทธิของนักวิจัยในการเข้าถึงข้อมูลแพลตฟอร์มเพื่อตรวจสอบ)

 

รายการอ้างอิง

  • จิราภา วรเสียงสุข. (2556). ทฤษฎีสังคมวิทยายุคคลาสสิก. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

  • ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. (2554). รักโรแมนติกในมุมมองสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. วารสารสังคมศาสตร์, 23(1-2), 17-50. 

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562. (2562, 27 พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา, 136(69 ก), 52-95.

  • เวเบอร์, ม. (2562). มโนทัศน์พื้นฐานทางสังคมวิทยา (สมเกียรติ วันทะนะ, ผู้แปล). สำนักพิมพ์สมมติ. 

  • Bail, C. A., Argyle, L. P., Brown, T. W., Bumpus, J. P., Chen, H., Hunzaker, M. B. F., Lee, J., Mann, M., Merhout, F., & Volfovsky, A. (2018). Exposure to opposing views on social media can increase political polarization. Proceedings of the National Academy of Sciences, 115(37), 9216-9221. https://doi.org/10.1073/pnas.1804840115

  • Coontz, S. (2005). Marriage, a history: How love conquered marriage. Viking.

  • Guess, A. M., Malhotra, N., Pan, J., Barberá, P., Allcott, H., Brown, T., Crespo-Tenorio, A., Dimmery, D., Freelon, D., Gentzkow, M., González-Bailón, S., Kennedy, E., Kim, Y. M., Lazer, D., Moehler, D., Nyhan, B., Velasco Rivera, C., Settle, J., Thomas, D. R.,... Tucker, J. A. (2023). How do social media feed algorithms affect attitudes and behavior in an election campaign? Science, 381(6656), 398-404. https://doi.org/10.1126/science.abp9364

  • Regulation (EU) 2022/2065 of the European Parliament and of the Council of 19 October 2022 on a Single Market for Digital Services and amending Directive 2000/31/EC (Digital Services Act), 2022 O.J. (L 277) 1. 

  • Rosenfeld, M. J., Thomas, R. J., & Hausen, S. (2019). Disintermediating your friends: How online dating in the United States displaces other ways of meeting. Proceedings of the National Academy of Sciences, 116(36), 17753-17758. https://doi.org/10.1073/pnas.1908630116

     

แชร์:

ติดตามเราได้ที่

แท็กที่เกี่ยวข้อง