วันจันทร์ - วันอาทิตย์ 09:00 – 18:00 ysdathailand@ysda.org

สมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย Young Thai for Sustainable Development Association


อารัมภบท

     สมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย คือ องค์กรเยาวชนภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร และมีพันธกิจเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาอย่างเป็นระบบโดยนิสิต-นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศไทย ร่วมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals; SDGs) ให้บรรลุผลสำเร็จได้ในปีพ.ศ.2573 (ค.ศ.2030)   

     บทความต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับประวัติของผู้ก่อตั้ง และการก่อตั้งของสมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย

เหลียวหลังแลหน้า YSDA
ว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน อนาคตของสมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย


ย้อนวันวาน

     สมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย (YSDA) ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 3มิถุนายน พ.ศ.2562 ภายใต้นาม “สมัชชายุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย” โดยคุณสุทธิโชค จิตรศรีสมบัติ นักศึกษาชั้นปีที่ ของวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น 
     เนื่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนวิชาพื้นฐาน TU103 ชีวิตกับความยั่งยืน โดยคุณสุทธิโชค จิตรศรีสมบัติได้ลงทะเบียนเรียนวิชาดังกล่าวเมื่อเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (ในเวลานั้น) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
     คุณสุทธิโชคบรรยายความรู้สึกเกี่ยวกับการได้เห็นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นครั้งแรกในบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2564 ดังต่อไปนี้
     “...ที่จริง ตอนที่พี่เห็น SDGs 17 ข้อนี้ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันก็ดูดีนะ ถ้าทำได้จริงก็คงดี แต่จากใจจริงของพี่เลย คือพี่ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้จริง อาจเป็นเพราะพี่สูญเสียศรัทธาในภาพสวย ๆ อะไรแบบนี้มั้ง มันทำให้พี่รู้สึกว่ามันก็แค่การ Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) ของพวกหน่วยงานใหญ่ ๆ ที่ก็หาคำเพราะ ๆ หาอะไรที่มันดูดีมาทำให้ดูเหมือนว่ามันกำลังพัฒนา แต่ความจริงแล้วก็แค่ภาพ สุดท้ายมันก็อยู่ที่เดิม...”

     และบรรยายต่อไปว่า
     “...พี่ก็เป็นคนหนึ่งที่กล้าพูดว่า อะไรที่ดีต่อโลก พี่ก็ยินดีจะทำนะ พี่คิดมาตลอดอะว่า มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ถึงแม้มันยากลำบากพี่ก็ยินดีจะทำ เอาถุงผ้าไปซื้อของ, ไม่รับถุงพลาสติก, ไม่ใช้กล่องโฟม, พยายามลดการใช้พลาสติก หันมาทำตามนโยบายใช้แล้วใช้ซ้ำ ถ้าจะทิ้งก็แยกขยะ ฯลฯ คือทำทุกอย่างที่ได้รับข้อมูลมาว่าดี พี่ก็ทำหมด ปกติทั่วไปนักศึกษาอยู่หอเขาก็ซื้อน้ำขวดกันใช่ไหม? แต่พี่ไปซื้อเครื่องกรองน้ำเลย เพราะพี่ไม่อยากซื้อน้ำขวดพลาสติกมากินเวลาอยู่หอสมัยนั้น จะได้ช่วยลดพลาสติก คือสารพัดที่จะดี ก็หาทำมาหมดแล้ว
     พูดตามตรงว่าพี่ศรัทธาในความพยายามและตั้งใจของคน ๆ หนึ่งนะว่ามันจะมีผลลัพธ์ที่เมื่อรวม ๆ กันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ พี่ก็เลยพยายามทำเต็มที่ในส่วนของตัวพี่เอง แล้วถ้ามีโอกาสพี่ก็จะพูดกับคนใกล้ตัวให้ทำแบบเดียวกันกับพี่ แต่พี่ก็คิดอยู่ในใจจริงลึก ๆ ว่า สุดท้ายแล้วฝั่งเราก็จะไม่ชนะหรอก คนที่ตั้งใจแบบเราก็ไม่ชนะหรอก เพราะพี่ไม่เห็นว่าคนส่วนมากจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ดูแค่การจัดการขยะก็สิ้นหวังแล้วมั้ย? บางคนแยกขยะแทบตาย เจอคนไม่แยกเทขยะลงถังที่เขาอุตส่าห์แยก ทั้งถังก็เท่ากับไม่ได้แยกทันที แล้วความพยายามที่ทำกันไปก็เท่ากับไปไม่ถึงฝันเงี้ย จะให้พี่เอาอะไรมาศรัทธา แต่ก็ทำต่อนะ ประหลาดนะ แต่คนแบบพี่ก็มีเยอะนะ ตั้งใจทำเพราะคิดว่ามันดี อยากเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ก็รู้แหละว่า มันก็คงไปไม่ถึงฝันหรอก นี่แหละ คือเหตุผลว่าตอนเห็นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้วก็รู้สึกว่า เหอะๆ สวยดี แต่ก็แค่นั้นแหละ...”



จุดเปลี่ยนสำคัญ

     “จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่วิธีคิดที่เปลี่ยนไป” คุณสุทธิโชคกล่าว เนื่องจากในระหว่างการศึกษาในชั้นปีที่ 1 ของคุณสุทธิโชค ได้พบกับการบังคับเก็บเงินจากคนทั้งรุ่นในปีนั้น เพื่อเป็นกองกลางในการจัดกิจกรรม Bye senior ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 และเนื่องจากคุณสุทธิโชค ไม่มีความประสงค์จะเข้าร่วมในกิจกรรมงานเลี้ยงดังกล่าว จึงแจ้งว่า ไม่ประสงค์จ่ายเงิน เพราะเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเองของกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการงานรื่นเริง ไม่ควรบังคับเก็บเงินจากคนภายนอกที่ไม่ได้ไปเข้าร่วมงาน 

         เมื่อปฏิเสธการจ่ายเงินเช่นนั้น จึงทำให้รุ่นพี่ในคณะบางคนไม่พึงพอใจ และพยายามสร้างความอับอายให้กับคุณสุทธิโชคโดยกล่าวในที่ประชุมรวมนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ว่า “น้องเป็นตัวปัญหาของคณะ, ไม่รวยแล้วมาเรียนอินเตอร์ทำไม, ฯลฯ” นี่จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คุณสุทธิโชคตระหนักว่า “ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง กลับนิ่งเฉย ปล่อยให้คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ปกครองไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะได้รับผลกระทบที่เลวร้าย”

        การตระหนักว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของคน ๆ หนึ่งมีคุณภาพของสังคมเป็นองค์ประกอบ ทำให้คุณสุทธิโชค เริ่มออกมาเคลื่อนไหวในการขับเคลื่อนสังคมในคณะที่ตนกำลังศึกษาอยู่มากขึ้น โดยสมัครเป็นคณะกรรมการนักศึกษา และต่อมาเป็นประธานกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

       คุณสุทธิโชคให้สัมภาษณ์ว่า 

       “ในเวลานั้น ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของพี่มากคือ ‘The Iron Lady’ เป็นเรื่องราวของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ คือ นางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์, การขึ้นมามีบทบาททางการเมืองของผู้หญิงสมัยนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ถึงแม้ตัวตนและผลงานของแทชเชอร์จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่พี่คิดว่าสิ่งหนึ่งที่บันดาลใจพี่คือ การลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้อง

     ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จะมีอยู่ 2 คำที่ยังติดหูพี่ และพี่ประทับใจมาก 


               ส่วนที่ 1:                            มาร์กาเร็ต กล่าวคำพูดของเล่าจื๊อ (นักปราชญ์จีนโบราณ)

                                             “Watch your thoughts, they become your words; 

                                               watch your words, they become your actions; 

                                               watch your actions, they become your habits; 

                                               watch your habits, they become your character; 

                                               watch your character, it becomes your destiny.”

 

 
              ส่วนที่ 2

                                                          “If you want to change this party, lead it. If you want to change the country, lead it.”


สองส่วนนี้ ส่งผลกระทบกับพี่มากให้พี่ตัดสินใจขึ้นมาเคลื่อนไหวในสังคมวิทยาลัยที่พี่เรียนอยู่ เพราะพี่รู้สึกว่า ถ้าพี่ไม่ทำอะไรสักอย่าง พี่อยู่คณะนี้ไม่ได้แน่ ๆ เพราะตอนที่พี่โดนรุมกดดันจากรุ่นพี่ตอนนั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือ หลายคนไม่อยากจ่าย แต่ก็จำใจ หลายคนมีเงินอยู่แล้ว แต่หลายคนไม่มีเงินมาก ก็ต้องพยายามเอาเงินมาจ่าย ทุกคนก็ถามกันนะ มึงจ่ายมั้ย? มึงจะจ่ายมั้ย? ทำไมต้องบังคับเก็บวะ? แต่พอถึงเวลาจริงที่จะต้องต่อต้านว่าเราไม่เห็นความจำเป็นของการจ่ายเงินครั้งนี้ และลุกขึ้นสู้ ทุกคนกลับเงียบหมด ประโยคที่บอกว่า ไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส’ พี่คิดจริงๆนะว่ามันคือความคิดพี่ตอนนั้นจริงๆ”


สวมมงกุฎ

        เมื่อรับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว คุณสุทธิโชคตัดสินใจเปลี่ยนเอาห้องเล็ก ๆ ที่วิทยาลัยเรียกมันว่า “ห้องกิจกรรมนักศึกษา” ซึ่งสามารถจุคนได้แค่ 5 คน และถูกนักศึกษารุ่นก่อน ๆ ทำเป็นห้องเก็บของ ปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นออฟฟิศศูนย์ประสานงานนักศึกษา ตั้งชื่อใหม่เป็น “ห้องกรรมการนักศึกษา” 

         “พี่ยังจำได้ว่า ความรู้สึกแรกตอนไขกุญแจเข้าไปในห้องคือ holy shit! Wtf! นี่มันห้องอะไรเนี่ย ฝุ่นเยอะมาก มีแอร์ตัวนึงที่เปิดมามีแต่ลมกับฝุ่น ห้องนี้มันคือห้องเก็บของที่แท้จริง ไม่มีอะไรเลยสักอย่างที่มันดูเหมือนห้องที่เราจะใช้ทำงานได้ เพราะงานกรรมการนักศึกษามีทั้งงานเอกสาร งานโครงการ งานกิจกรรมภายใน งานกิจกรรมภายนอก แต่มันไม่มีอะไรเลย 

        พี่ก็เลยเริ่มเลยครับ ขนทุกอย่างออกมา ทาสีห้องใหม่เอง ไปขอคอมคณะขึ้นมา 3-4 ตัว ซึ่งคือคอมรุ่นโบราณของคณะที่ปลดประจำการไม่ใช้แล้วหลายปี คือมันคือที่สุดอะห้องนี้ ตอนนั้นของบคณะก็ไม่มีให้นะ ขอให้ทาสีห้องให้ใหม่ ก็ไม่มีงบ ขอให้เปลี่ยนแอร์ หรือล้างแอร์ ก็ไม่มีงบ คือหลอดไฟในห้องมันขาดยังไม่มีงบ ขอซื้อโต๊ะเก้าอี้ก็ไม่มีงบ จริง ๆ ตอนนี้ พี่ก็เข้าใจกระบวนการจัดการงบนะ ว่ามันไม่มีในแผนงบประจำปีของคณะ อยู่ดี ๆ จะไปของบ ก็ไม่รู้จะเอาตรงไหนมาให้ แล้วรุ่นก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้จะทำอะไรจริงจังแบบที่พี่กำลังจะทำ คณะก็ไม่ได้มีจัดสรรงบอะไรไว้ให้มาก คือตอนนี้อะเข้าใจ แต่ตอนแรกอะไม่เข้าใจ คิดตลอดเลยว่า อะไรเนี่ย ไม่เห็นสนับสนุนนักศึกษาสักอย่างเลย พี่ก็พยายามนะ คณะไม่ให้งบก็จัดกิจกรรมหางบเอง จัดติว GAT PAT ให้นักเรียนม.ปลาย ตลอดปีนั้นทำเยอะมาก ได้เงินมาก็เอามาพัฒนาห้อง เอามาจัดกิจกรรม คือทำยังไงก็ได้ให้มันคุ้มที่สุด แล้วมันก็ได้กิจกรรมมาใหม่ ๆ หลายอย่างที่ยังไม่เคยมีมาก่อน 

        ที่ทำสำเร็จได้ในตอนนั้น ต้องขอบคุณเป็นพิเศษคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค กับพี่ชัยพร ปิ่นงาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการนักศึกษา พี่สามารถทำอะไรได้เยอะมากในเวลานั้น ก็เพราะได้ทีมกิจการนักศึกษาวิทยาลัยช่วยเหลือและสนับสนุน ซึ่งก็เลยต้องขอบคุณไปถึงท่านคณบดีในเวลานั้นด้วย คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร พี่ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับท่านคณบดีเท่าไหร่ แต่ท่านก็สนับสนุนทุกโครงการที่เราเสนอตลอดทั้งปี พี่ก็ดีใจ คือเราก็ทำไปเรื่อย ๆ นะ พี่ก็อยากให้คณะดีขึ้น จนพอหมดวาระแล้วมานั่งย้อนดูสิ่งที่มันเปลี่ยนไป ก็พบว่า มันดีขึ้นจริง ๆ ผู้บริหารก็สนับสนุนการปรับปรุงทุกอย่างในคณะใหม่ สวัสดิการนักศึกษาดีขึ้นมาก กิจกรรมใหม่ ๆ ที่เราทำก็ทำให้เอางบมาจัดสรรเป็นอะไรใหม่ ๆ ให้กับคนในคณะ แล้วพอมีโอกาสก็เอามาทำโครงการแบ่งปันความรู้ทางวิชาการ ภาษา หรือค่ายอาสาคืนอะไรให้สังคม

      ถ้าพูดในฐานะที่พี่เป็นคณะกรรมการนักศึกษา พี่คิดว่าพี่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่พี่พยายามผลักดันทุกอย่างนะ วันก่อนมีโอกาสกลับไปเยี่ยมคณะ ได้เจอพี่ก้อง (26 เมษายน พ.ศ.2565) พอพี่ก้องแนะนำให้พี่เจ้าหน้าที่คนใหม่ได้รู้จักกับพี่ แล้วใช้คำว่า นี่ประธานกรรมการนักศึกษาคนแรกที่จริงจัง เป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม’ พี่ขำนะ แล้วพี่ก็ดีใจ ที่การเริ่มต้นของพี่ในอดีตสามารถทำให้หลายอย่างมันกดปุ่ม start ได้ คิดนะว่าหลังจากรุ่นพี่ไปแล้ว ถ้าไม่คิดสานต่อสิ่งดี ๆ อยากแต่จะทำงานสร้างภาพ มันก็คงกลับไปสู่ยุคดับอีกรอบ แต่พี่ก็คิดว่า พี่เต็มที่แล้วในหน้าที่และห้วงเวลาของพี่ ที่เหลือรุ่นต่อไปก็ให้ประชาธิปไตยทำงาน นักศึกษาในคณะต้องการชีวิตในรั้ววิทยาลัยแบบไหน ต้องการทิศทางอย่างไร ก็ดูจากผลคะแนนตอนเลือกประธานนักศึกษา มันก็สะท้อนกันแหละ”


ทางแยก

      เมื่อคุณสุทธิโชคกำลังจะหมดวาระการดำเนินงานในฐานะประธานกรรมการนักศึกษา คุณสุทธิโชคได้เข้าพบผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค เพื่อขอบคุณในการสนับสนุนตลอดปีที่ผ่านมา และประสงค์จะกล่าวอำลาตำแหน่ง ในระหว่างการสนทนากันภายในห้องชั้น 1 ของวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาคได้เสนอให้คุณสุทธิโชค ลองพิจารณาดูว่า หากคุณสุทธิโชคสนใจ ก็น่าจะลองไปขับเคลื่อนเกี่ยวกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนดู 

        อาจารย์กล่าวว่า

“ในประเทศไทย ยังไม่มีองค์กรเยาวชนที่ขับเคลื่อนครบมิติเกี่ยวกับ SDGs ถ้าแม็กไปทำ ก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้นะ ลองไปคิดดู” 

ในเวลานั้น คุณสุทธิโชคกำลังคิดที่จะหันไปพัฒนาธุรกิจส่วนตัวที่ตัวเองได้ทำมาตั้งแต่สมัยอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 และตั้งใจว่าจะพัฒนาต่อให้ธุรกิจของตนเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ถ้าหากตอนนี้หันไปทำเรื่อง SDGs ของสหประชาชาติ ก็จะต้องทำให้ทำงานหนักเป็นเท่า ๆ ตัว และเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้ง จึงทำให้ต้องคิดหนักมากขึ้นเพื่อตัดสินใจ

คุณสุทธิโชคให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในเวลานั้นไว้ว่า

“ตอนนั้น พี่คิดหนักมาก อย่างที่บอกตอนต้นใช่ไหม ว่าพี่คิดว่าเรื่องรักษ์โลกเนี่ยดีอยู่แล้ว อะไรที่พี่ทำได้พี่ก็อยากทำ แต่ถ้าต้องมาขับเคลื่อนเป็นองค์กรเนี่ย มันคนละ scale (ขนาด) ของความพยายามเลยนะ 

แต่เป็นเพราะคนพูดคืออาจารย์ชล เนี่ยแหละไม่ได้รู้สึกเกรงใจที่จะปฏิเสธคำเชิญชวนนะ แต่เพราะรู้สึกว่าอาจารย์เชื่อมั่นในตัวเรา ทำงานกับเรามาปีนึงแล้วอะ แล้วเขาก็ชื่นชมเรา พัฒนาเรามาตลอด พอวันนี้อาจารย์พูดว่า อาจารย์เชื่อว่าพี่ทำได้ พี่ก็ตัดสินใจเลยว่า โอเค งั้นทำ ไม่มีอะไรพร้อมหรอก มีแต่ใจที่พร้อม แต่ก็นะ พอใจพร้อม ทุกอย่างมันก็เลยเริ่มได้”

 

ทำไมถึงชื่อ YSDA

        “คิดว่าเราทำเกี่ยวกับเยาวชนยังไงก็ต้องมี เพราะแปลว่า Young / Youth (เยาวชน) กับ D มันมาจาก Sustainable Development ซึ่งก็คือเรื่องที่พวกเราจะทำอยู่แล้ว (การพัฒนาที่ยั่งยืน) ตอนแรกจะเป็น YSD = Young Thai for Sustainable Development แต่มันขาดการบ่งชี้ถึงรูปแบบขององค์กรถูกไหม ว่าเป็นสมาคม หรือ เป็นมูลนิธิ หรือเป็นชมรม หรือเป็นกลุ่มเฉย ๆ พี่คิดตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะจดทะเบียนเป็นสมาคม ก็เลยใส่ ลงมาเป็นตัวสุดท้าย ย่อมาจาก      Association (สมาคม) ติดตรงที่ ถ้ายังดำเนินการจดไม่เสร็จเรียบร้อยเนี่ยมันใช้คำว่าสมาคมไม่ได้ ตอนนั้นอาจารย์ชลบอกว่าถ้างั้นใช้ Assembly ไปก่อน (สมัชชา) ก็เลยได้เป็นชื่อ YSDA ย่อมาจาก Young Thai for Sustainable Development Assembly นั่นแหละที่มา”

 

อ่านต่อได้ที่ : https://drive.google.com/file/d/1d98le589jcu_MOeCPKTrfopr3imIcLCy/view?usp=sharing