วันจันทร์ - วันศุกร์ 09:00 – 17:00 / วันเสาร์ - วันอาทิตย์ ปิด ysdathailand@ysda.org

“ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าที่ไหน กับใครก็ตาม”

โดย สุทธิโชค จิตรศรีสมบัติ

...เหตุกราดยิงมักสร้างความสะเทือนใจให้ผมเสมอ

...ด้วยความที่เป็นภัยใกล้ตัวซึ่งอาจเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน หรือเมื่อใดก็ได้

...โศกนาฏกรรมในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเปราะบางของชีวิตมนุษย์

  ความน่ากลัวของการกราดยิงไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนเงียบลงหรือผู้ก่อเหตุถูกระงับเหตุ แต่บาดแผลที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ทั้งสำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้รอดชีวิตที่ต้องใช้นิเวศแห่งความกลัวเดินทางต่อในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยของคนในสังคมi บทเรียนจากหลายเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในโลกชี้ให้เห็นว่า ไม่มีใครควรต้องแลกชีวิตหรือความอุ่นใจเพียงเพราะอยู่ในพื้นที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

  อย่างไรก็ตาม ปัญหาของกราดยิงอาจไม่สามารถถูกมองด้วยกรอบความคิดของการบันดาลโทสะโดยผิวเผินii เนื่องจากการกราดยิงส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดหลังถูกขัดใจ แต่มักผ่านกระบวนการสะสมความเกลียดชัง รวมถึงการโดดเดี่ยวทางสังคมiii ปัจจัยแวดล้อมที่ผลักดันให้คน ๆ หนึ่งตัดสินใจใช้ความรุนแรง เช่น อำนาจนิยมและการกดทับ, การเข้าถึงอาวุธที่มีอานุภาพสูง, ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงเหตุภายในความคิดของผู้ก่อเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรัง ความรู้สึกไร้ที่ยืน

  กระนั้น สังคมไทยยังขาดแผนงาน-มาตรการที่ชัดเจน ต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง จนทำให้ผู้ก่อเหตุหน้าใหม่ที่หมกมุ่นกับความแค้น สามารถสร้างเหตุผลที่ทำให้ตนรู้สึกตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมจากสังคมที่ตนอาศัยอยู่ รวมถึงการรับเอาอุดมการณ์สุดโต่งจนสังหารคนบริสุทธิ์ หรือแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสร้างชื่อของตนให้กลายเป็นที่จดจำ หรือสร้างสถิติความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องของรสนิยมและความต้องการการยอมรับที่บิดเบี้ยวiv

  ยิ่งกว่านั้น โครงสร้างสังคมเมืองสมัยใหม่ที่มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ หรือการกีดกันคนบางกลุ่มออกไป ทำให้สายสัมพันธ์ในสังคมหรือการยึดเหนี่ยวทางสังคมถูกตัดขาดลง เมื่อบุคคลรู้สึกไร้พันธะผูกพันธ์กับสังคม การฆ่าผู้อื่นที่ไม่รู้จักจึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนั้นอีกต่อไป ตราบใดที่เรายังสืบทอดวัฒนธรรมการมองมนุษย์ผ่านชัยชนะและการครอบครอง โศกนาฏกรรมเชิงโครงสร้างจะยังคงแฝงตัวอยู่ในเงามืดของสังคม

  การหันกลับมาดูแลจิตใจและการนิยามคุณค่าของการมีชีวิตใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่คือการเรียกคืนภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กลับคืนมา เพื่อสนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น การศึกษาและการทำงานต้องไม่ถูกตีกรอบให้เป็นเพียงเครื่องมือปั๊มรายได้เพื่อสร้างลำดับชั้นทางสังคม แต่ต้องถูกทำให้เป็นพื้นที่แห่งการค้นพบศักยภาพตนเองและการสร้างคุณค่าแก่ส่วนรวม เมื่อบุคคลรู้สึกว่างานของตนมีประโยชน์ต่อผู้อื่น ตัวตนของเขาจะถูกเติมเต็มด้วยความภาคภูมิใจที่แท้จริง ไม่ใช่ความพองโตชั่วคราวจากการข่มผู้อื่น

  สังคมไทยต้องร่วมมือกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ตั้งแต่ระดับครอบครัว สถานศึกษา ไปจนถึงสถานที่ทำงาน พื้นที่ที่ผู้คนสามารถล้มเหลว อ่อนแอ หรือแสดงความเปราะบางได้โดยไม่ถูกตัดสินหรือกีดกัน การส่งเสริมวัฒนธรรมการรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ จะช่วยเชื่อมต่อสายสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น และดึงผู้คนที่กำลังหลงทางหรือโดดเดี่ยวให้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน สังคมเราจะต้องสร้างกลไกการแจ้งเหตุและร้องเรียนที่เป็นธรรม ภายในชุมชนและสถานศึกษา ช่องทางที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกดทับ หรือผู้ที่พบเห็นสัญญาณเตือน สามารถส่งเสียงและขอความช่วยเหลือได้โดยปลอดภัยและไม่ถูกซ้ำเติม เพื่อยับยั้งความแค้นเคืองก่อนจะบานปลายไปสู่ความรุนแรง

  ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมสำหรับการแก้ปัญหากราดยิง คือ หนึ่ง ปฏิรูปกฎหมายและมาตรการตรวจสอบการครอบครองอาวุธปืนอย่างเข้มงวดจริงจัง สอง บูรณาการระบบบริการสุขภาพจิตเข้ากับสถานศึกษาและชุมชนให้เป็นเรื่องปกติที่เข้าถึงง่าย สาม ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรเพื่อลดการใช้อำนาจนิยมและการกลั่นแกล้งในทุกมิติ เพื่อแก้ปัญหาเหตุการณ์กราดยิงอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทย

  การป้องกันความรุนแรงที่ยั่งยืนที่สุด คือการทำให้ทุกคนในสังคมรู้สึกว่า “ตัวเขามีความหมาย และชีวิตของเขามีที่ยืน” ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จตามมาตรฐานทุนนิยมหรือไม่ก็ตาม เมื่อผู้คนสัมผัสได้ถึงความเอื้ออารีและการยอมรับจากสังคม ความแค้นเคืองต่อโลกและการมองเพื่อนมนุษย์เป็นศัตรูก็จะมลายหายไป ดังนั้น เพื่อให้คำพูด “ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าที่ไหน กับใครก็ตาม” ซึ่งเป็นคำพูดที่มักปรากฏขึ้นในสังคมไทยภายหลังเกิดเหตุกราดยิง กลายเป็นความจริงได้ ผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้คนในสังคมต้องไม่มองความสูญเสียเหล่านี้เป็นเพียง “บทเรียนชั่วคราว” ที่เปิดฉากด้วยคำไว้อาลัยและจบลงด้วยการลืมเลือน เพราะโศกนาฏกรรมครั้งต่อไปจะยังคงนับถอยหลังรอเวลาเกิดขึ้นอยู่ดีเว้นแต่จะตระหนักได้ว่า ไม่มีใครปลอดภัยอย่างแท้จริง ในสังคมที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกโดดเดี่ยว ไร้คุณค่า และเพิกเฉยต่อความทุกข์ของกันและกัน


เชิงอรรถ

i แนวคิดเรื่องนิเวศแห่งความกลัว (Ecology of Fear) อธิบายถึงสภาวะที่ความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะสร้างความวิตกกังวลเรื้อรังและการหวาดระแวงเชิงพื้นที่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ดูเพิ่มเติมใน Davis, M. (1998). Ecology of Fear: Los Angeles and the Imagination of Disaster. Metropolitan Books (pp. 387–389)

ii FBI Behavioral Analysis Unit (2018): ในรายงาน A Study of the Pre-Attack Behaviors of Active Shooters in the United States ระบุว่า ผู้ก่อเหตุ 98% วางแผนและเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ และมักใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการสะสมความแค้น (Grievance)

iii กระบวนการก่อความรุนแรงระดับมวลชนที่เกิดจากการสะสมความแค้น การโดดเดี่ยวทางสังคม และการส่งสัญญาณเตือน สอดคล้องกับโมเดลเส้นทางสู่ความรุนแรง (The Pathway to Violence) ดู Calhoun, F. S., & Weston, S. W. (2003). Contemporary Threat Management: A Practical Guide for Concerned Parties. BISA Publications (pp. 55–62); และ Meloy, J. R., et al. (2012). The Warning Behaviors for Targeted Violence: An Operational Framework. Behavioral Sciences & the Law, 30(3), 256–279

iv แรงจูงใจของผู้ก่อเหตุในการสร้างสถิติความสูญเสียและการเลียนแบบสื่อเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเชิงสัญลักษณ์ (Fame-Seeking Motivation) ดู Lankford, A. (2016). Fame-Seeking Mass Shooters in America: Characterizing Their Motivation and Objectives. International Journal of Comparative and Applied Criminal Justice, 40(2), 123–143; และ National Threat Assessment Center. (2019). Protecting America's Schools: A U.S. Secret Service Analysis of Targeted School Violence. U.S. Department of Homeland Security (pp. 7–18)

แชร์:

ติดตามเราได้ที่

แท็กที่เกี่ยวข้อง