วันจันทร์ - วันศุกร์ 09:00 – 17:00 / วันเสาร์ - วันอาทิตย์ ปิด ysdathailand@ysda.org

บทความ สองเมืองสร้างเทพ จากคุณสุวิชญา

สองเมืองเทพสร้างและปัญหามนุษย์: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส

โดย สุวิชญา สุวรรณ์

มองเพียงผิวเผิน กรุงเทพมหานครและมหานครลอสแอนเจลิสแทบไม่มีอะไรคล้ายกันเลย ไม่ว่าจะที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ ภาษา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กระนั้นหนึ่งสิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือชื่อที่มีความหมายว่า "มหานครแห่งเทพ" อย่างไรก็ตาม ทั้งสองมหานครนี้ไม่ได้เหมือนกันแค่ชื่อ แต่การพัฒนาเมืองยังอยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกันอีกด้วย นั่นคือการออกแบบเมืองให้รองรับรถยนต์เป็นหลัก แม้จะอยู่ห่างกันกว่าหมื่นกิโลเมตร กรุงเทพฯ และลอสแอนเจลิสกลับเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน ตั้งแต่รถติด คุณภาพชีวิตที่ลดลง ความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม

เมืองใหม่ในศตวรรษที่ 20

กรุงเทพฯ และลอสแอนเจลิสขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคที่รถยนต์ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ลอสแอนเจลิสลงทุนมหาศาลกับการสร้างเครือข่ายฟรีเวย์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนกลายเป็นต้นแบบของมหานครที่พึ่งพารถยนต์ ขณะที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ก็เปลี่ยนทิศทางการคมนาคม มีการถมคลองหลายสายเพื่อขยายถนนและสร้างทางด่วนรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้บริบทจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองเมืองต่างเชื่อในแนวคิดเดียวกันว่า "การสร้างถนนคือการสร้างความเจริญ"

Urban Sprawl (การขยายตัวของเมืองอย่างกระจัดกระจาย)

การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้โครงสร้างเมืองของทั้งสองแห่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นั่นคือการกระจายตัวของเมือง ย่านที่อยู่อาศัยขยายออกไปไกลจากศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนต้องเดินทางเป็นระยะทางไกลในชีวิตประจำวัน

ในกรุงเทพมหานคร คนทำงานจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางจากย่านชานเมือง เช่น หนองจอก สายไหม ตลิ่งชัน เข้าสู่ย่านธุรกิจอย่างสีลมหรืออโศก ใช้เวลาประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมงต่อเที่ยวในช่วงเวลาเร่งด่วน หมายความว่าหลายคนต้องใช้เวลา 3 – 4 ชั่วโมงต่อวันไปกับการเดินทาง ส่งผลให้เหลือเวลาอยู่กับครอบครัว ออกกำลังกาย หรือพักผ่อนน้อยลง

สถานการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นในลอสแอนเจลิส ผู้ที่อาศัยในเมืองอย่าง Riverside หรือ San Bernardino แล้วเดินทางเข้าสู่ Downtown Los Angeles หรือ Santa Monica มักใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมงต่อเที่ยว โดยเฉพาะบนทางด่วน Interstate 405 และ Interstate 10 ซึ่งเป็นเส้นที่มีความหนาแน่นของการจราจรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การเดินทางที่ยาวนานไม่ได้หมายถึงเพียงรถติด แต่ส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว โอกาสทางเศรษฐกิจ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง เมื่อปัญหาหนึ่งกระทบอีกปัญหาหนึ่ง การพัฒนาเมืองจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการวางถนนหรือระบบขนส่ง หากเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยรวม

นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบกรุงเทพมหานครกับลอสแอนเจลิสไม่ได้สะท้อนเพียงความเหมือนของสองมหานคร แต่ยังสะท้อนความท้าทายร่วมกันของเมืองใหญ่ทั่วโลก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) หลายด้าน ดังนี้:

  • SDG 11 (เมืองและถิ่นฐานของมนุษย์อย่างยั่งยืน): สอดคล้องกับเป้าประสงค์ 2 ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งที่ปลอดภัย ราคาเข้าถึงได้ และยั่งยืน การพึ่งพารถยนต์เป็นหลักแสดงให้เห็นว่าทางเลือกในการเดินทางยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ การขยายตัวของเมืองยังสะท้อนความท้าทายของเป้าประสงค์ 11.3 (การพัฒนาเมืองอย่างครอบคลุม) และเป้าประสงค์ 11.6 (การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคุณภาพอากาศ)
  • SDG 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี): เชื่อมโยงกับเป้าประสงค์ 4 ที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพจิตและลดการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ งานวิจัยชี้ว่าการเดินทางนานสัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตที่ลดลง อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าประสงค์ 3.9 ในการลดการเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นผลจากยานพาหนะ
  • SDG 10 (ลดความเหลื่อมล้ำ): เชื่อมโยงกับเป้าประสงค์ 2 เพราะการเข้าถึงงาน การศึกษา และบริการสาธารณะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเดินทาง ผู้ที่ไม่มีรถยนต์หรืออาศัยอยู่ไกลจากระบบขนส่งมวลชนจึงเสียเปรียบอย่างเป็นระบบ
  • SDG 13 (การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคมเกี่ยวข้องโดยตรงกับเป้าประสงค์ 2 ที่มุ่งบูรณาการมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับนโยบายการพัฒนาเมือง

บทสรุป

แม้กรุงเทพมหานครและลอสแอนเจลิสจะถูกเรียกว่ามหานครแห่งเทพ แต่สิ่งที่กำหนดคุณภาพของเมืองไม่ใช่ชื่อ หากเป็นการตัดสินใจของมนุษย์ในการออกแบบเมือง ตลอดจนการตัดสินใจว่าจะรักษา ปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมืองในปัจจุบันเป็นผลสะสมของนโยบาย การวางผังเมือง และการเลือกของผู้คนในแต่ละยุคสมัย

บทเรียนจากทั้งสองมหานครชี้ให้เห็นว่า ทุกการตัดสินใจในการพัฒนาเมืองย่อมมีต้นทุนและผลกระทบที่สังคมต้องร่วมกันแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิต สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำ หรือสิ่งแวดล้อม เมื่อผลของการตัดสินใจไม่ได้ตกอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ส่งผลต่อทั้งสังคม การพัฒนาเมืองจึงควรถูกมองเป็นความรับผิดชอบร่วมกันมากกว่าจะเป็นเพียงโจทย์ของการคมนาคมหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แชร์:

ติดตามเราได้ที่

แท็กที่เกี่ยวข้อง