วันจันทร์ - วันศุกร์ 09:00 – 17:00 / วันอาทิตย์ - วันเสาร์ ปิด ysdathailand@ysda.org

โลกนี้หมุนไปได้เพราะ...ประชากร

จำนวนประชากรโลกในปัจจุบัน มีรวมกันอยู่กว่า 7 พันล้านคน ฟังดูเป็นจำนวนมหาศาลทีเดียว แต่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประชากรบนโลกนี้เช่นกัน ชีวิตของเราล้วนมีความสำคัญและเกี่ยวโยงกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การศึกษา เศรษฐกิจ และอีกหลากหลายมิติ เมื่อเราสัมพันธ์กันเช่นนี้แล้ว เราอาจจะนึกภาพไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่า หากโลกของเราไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย โลกของเราจะเป็นอย่างไร

 นับได้ว่ามนุษย์นั้นได้ขับเคลื่อนโลกของเราไปข้างหน้า ทั้งการออกเดินเรือไปสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่ท้าทายความเชื่อต่าง ๆ อีกทั้งการพัฒนาเครื่องพิมพ์ที่นำไปสู่การปฏิรูปศาสนาในที่สุด และตามมาด้วยการปฏิวัติอื่น ๆ ตามกรอบความคิดและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น อย่างการพัฒนาการขนส่ง คมนาคม ระบบอินเทอร์เน็ตที่ทำให้โลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นยุคที่เราเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน ดังนั้น ประชากรจึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาของโลก

 

แต่ในขณะเดียวกันสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการที่จะพัฒนาโลก คือ การควบคุม อัตราการเพิ่ม-ลดของจำนวนประชากร!!

ยังไงล่ะ? อย่างที่เรารู้กันดีว่าทรัพยากร ปริมาณอาหาร สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัยล้วนมีอยู่อย่างจำกัดและลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากการใช้สอยของมนุษย์ แปรผกผันกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนปัจจัยในการใช้ชีวิต และทำให้สิ่งแวดล้อมขาดสมดุลจนทำให้เกิดความปั่นป่วนในโลกของเราได้

ในขณะที่บางคนอาจจะคิดว่าดีเสียอีก ถ้าหากประชากรมีจำนวนลดลง สิ่งแวดล้อมของเราจะได้ดีขึ้น! แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วง คือการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนอายุประชากร เมื่อคนชรามีจำนวนมากกว่าคนหนุ่มสาวจะส่งผลกระทบด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากไม่มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนคนรุ่นเก่า ในขณะที่คนรุ่นเก่าจะแก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดภาวะผู้สูงอายุ ณ ตอนนั้นคงเป็นวัยที่ทำงานไม่ไหวแล้ว เนื่องจากสุขภาพที่ทรุดโทรมลง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลยิ่งสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก

 

ถามว่าสัดส่วนประชากรโลกในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?

จากผลการวิจัยของมหาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า ประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นสู่ลำดับสูงสุดในอีก 44 ปีข้างหน้า อยู่ราว 9.7 พันล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงถึง 900 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2643 หรือราว 80 ปีข้างหน้า ทำให้โลกเหลือประชากรเพียง 8.8 พันล้านคน โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรปและเอเชียตะวันออกที่จะมีประชากรลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง[1]

ลองมองกลับมาที่ประเทศไทยที่สวยงามของเรากัน ตามรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าสัดส่วนวัยแรงงานไทยนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด บวกกับอัตราการเกิดลดลงจนติดลบ 0.2% ในทางตรงกันข้ามผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปกลับมีจำนวนที่พุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[2] เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า เมื่ออัตราการเกิดน้อยลง แต่คนอายุยืนขึ้นแบบนี้แล้ว ประเทศไทยของเราก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และรัฐบาลจำเป็นต้องใส่ใจดูแล พร้อมเตรียมมาตรการป้องกันและรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างยั่งยืน

 

ทำไมเราที่เป็นเสี้ยวหนึ่งของ 7 พันล้านคนทั่วโลกจำเป็นต้องมาสนใจเรื่องการเพิ่ม-ลดจำนวนประชากรด้วยล่ะ?

จริง ๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้เกิดการเพิ่มลดประชากรนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด! หากเรามองด้วยกรอบเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจากสหประชาชาติ (SDGs) นั้น จะสังเกตได้เลยว่าเป้าหมายด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมจำนวนประชากร และยังกระทบไปยังอีกหลาย ๆ เป้าหมายที่มีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน เช่น หากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตของคนในสังคมจะแย่ลง หากไม่มีการจัดการที่ดี จะมีประชากรจำนวนมากที่ขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาด และการตั้งถิ่นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกบริโภคหรือถูกนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น รวมถึงการเกิดความขัดแย้งต่าง ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อคนมีความคิดที่หลากหลาย ทว่าหากประชากรลดจำนวนลงจะเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน เกิดความยากจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ และในท้ายที่สุดแล้วหากไม่มีใครลุกขึ้นมาแก้ไขสภาพเศรษฐกิจ และสังคมเหล่านี้ เราก็จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

ดังนั้นแล้ว เมื่อเราลองพิจารณาที่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เราไม่สามารถระบุโดยตรงได้เลยว่าส่งผลต่อเป้าหมายข้อไหนแบบเฉพาะเจาะจง เราจึงจำเป็นที่จะมองที่องค์รวมมากกว่า และเมื่อเราย้อนกลับมามองที่ตัวเอง ในเมื่อสังคมไทยเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะอยากมีลูกและให้พวกเขาเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบนี้หรือไม่? แต่ไม่ว่าคำตอบเราจะเป็นแบบไหน ทุกสิ่งล้วนสะท้อนสังคมในปัจจุบันและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในอนาคต การกระทำของเรานั้นย่อมกระทบต่อสังคมในองค์รวม แม้ว่าจะเป็นการกระทำเพียงน้อยนิดก็สามารถบ่งชี้ได้เลยว่าสังคมกำลังดำเนินไปในทิศทางใด จึงสรุปได้ว่าสิ่งแวดล้อมเท่ากับตัวตนของเรานั่นเอง

 

[1] Hanna Hickey, World population to keep growing this century, hit 11 billion by 2100. September 18, 2014,

WU News, Accessed July 2, 2021, https://www.washington.edu/news/2014/09/18/world-population-to-keep-growing-this-century-hit-11-billion-by-2100/

[2] สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, รายงานการคาดประมาณประชากร ของประเทศไทย พ.ศ. 2553 - 2583 (ฉบับปรับปรุง), สิงหาคม 2562

 

บรรณานุกรม

กรุงเทพธุรกิจ. (2563). สศช.ชี้แนวโน้มวัยทำงานลด สวนทางประชากรสูงวัยพุ่ง. สืบค้น 30 มิถุนายน 2564, จาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/862069

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562) รายงานการคาดประมาณประชากร ของประเทศไทย พ.ศ. 2553 – 2583 (ฉบับปรับปรุง). สืบค้น 2 กรกฎาคม 2564, จาก http://social.nesdc.go.th/social/Portals/0/Documents/รายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย%20พศ%202553%20-%202583%20(ฉบับ_2315.pdf

Gallagher, James. (2020, July 15). Fertility rate: 'Jaw-dropping' global crash in children being born. BBC News. Retrieved July 2, 2021, from https://www.bbc.com/news/health-53409521

Hanna Hickey, World population to keep growing this century, hit 11 billion by 2100.September 18, 2014, WU News, Accessed July 2, 2021, https://www.washington.edu/news/2014/09/18/world-population-to-keep-growing-this-century-hit-11-billion-by-2100/

 

 

แชร์: