วันจันทร์ - วันศุกร์ 09:00 – 17:00 / วันอาทิตย์ - วันเสาร์ ปิด ysdathailand@ysda.org

ความปกติที่ผิดปกติของระบบการศึกษาไทย

การศึกษาไทย คือ หนึ่งในสถาบันที่คนวิจารณ์มากที่สุด เนื่องจากหลักฐาน เช่น ผลการสอบ PISA เมื่อปี 2018 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) อันดับ 83 จาก 189 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ได้พิสูจน์แล้วว่า การศึกษาไทยไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ ที่จะผลิตทรัพยากรมนุษย์ซึ่งมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนสังคม ดังนั้นการค้นหาและแก้ปัญหาการศึกษาจึงจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

เมื่อกล่าวถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทย หลายคนพิจารณาคุณภาพบุคลากรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของผู้เขียน สิ่งผิดปกติที่หลายคนเห็นว่าปกติ ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ความผิดปกติที่แฝงอยู่ในระบบการศึกษา 3 อย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ได้แก่ โครงสร้างอำนาจ ระเบียบทรงผม และกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา

โครงสร้างอำนาจของครูกับนักเรียนซึ่งแบ่งแยกมากเกินไปสะท้อนออกมาผ่านวาทกรรมอย่าง “ครูเป็นครู เธอเป็นนักเรียน” ซึ่งอาจแสดงสภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นครูกับนักเรียนจนห่างเหินกัน ทั้งที่นักเรียนควรสามารถปรึกษาครูได้ในและนอกห้องเรียน ทั้งทางด้านวิชาการและเรื่องส่วนตัว ทั้งนี้ นักเรียนก็ยังต้องเคารพครูในฐานะผู้ให้ความรู้และปลูกฝังคุณธรรม

ค่านิยมการแบ่งแยกอย่างชัดเจนว่าครูอยู่เหนือกว่า และนักเรียนเป็นผู้อยู่ต่ำกว่าในโครงสร้างอำนาจ อาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อบรรยากาศในห้องเรียนรวมถึงพัฒนาการทางความคิดของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เพราะภาพลักษณ์ของครูในฐานะผู้มีอำนาจเหนือกว่าคงมิได้เลือนลางไปเพียงเมื่อครูก้าวผ่านประตูเข้ามาในห้องเรียน นักเรียนจึงอาจไม่กล้าที่จะแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับความเห็นของครู แม้ว่าครูท่านนั้นอาจเป็นผู้เปิดกว้างทางปัญญา

hgfg

นอกจากค่านิยมข้างต้น โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยวนี้ยังสะท้อนออกมาในรูปแบบของการสงวนพื้นที่ บางแห่งในสถานศึกษาไว้สำหรับครูเท่านั้น เช่น ห้องน้ำครู และ ห้องอาหารครู การแบ่งแยกดังกล่าวแปรสภาพความไม่เท่าเทียมจากค่านิยมและวาทกรรมนามธรรมสู่รูปธรรมที่ตอกย้ำความรู้สึกห่างเหิน การไม่กล้าเข้าหาครู ในจิตใจของนักเรียน อาจกล่าวได้ว่าการแบ่งแยกพื้นที่นี้ เป็นรากฐานของระบอบเผด็จการอำนาจนิยม เพราะปลูกฝังแนวคิดว่ามนุษย์ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่วัยเยาว์

ผู้เขียนเห็นว่าครูต้องใกล้ชิดกับนักเรียนมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่าตนสามารถเข้าหาครูได้ และสามารถปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ได้ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้อาจขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและทัศนคติส่วนตัวของครูแต่ละท่านเป็นสำคัญ ส่วนกลางก็ควรร่วมสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมที่สุด เช่น เพิ่มอัตราครูต่อนักเรียน จัดแอปพลิเคชันให้นักเรียนสื่อสารกับครูได้โดยตรงเมื่ออยู่นอกห้องเรียนหรืออยากปรึกษาเรื่องส่วนตัว จัดทำช่องทางประเมินครูซึ่งปิดข้อมูลผู้ประเมินเป็นความลับ และอบรมครูเรื่องจิตวิทยาพื้นฐานมากขึ้น

สถานศึกษาควรเป็นสถาบันที่เปิดกว้างให้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อผลิตปัญญาชนออกสู่สังคม ดังนั้นจึงควรจัดสรรพื้นที่ให้เท่าเทียมที่สุด โดยยกเลิกการสงวนพื้นที่สำหรับครูโดยเฉพาะ และอาจจัดการเรียนการสอนโดยไม่ผูกขาดการพูดและองค์ความรู้ไว้กับครู เช่น เพิ่มจำนวนคาบเรียนแบบอภิปรายต่อสัปดาห์

ความปกติที่ผิดปกติอีกประการในระบบการศึกษา คือ ระเบียบทรงผมนักเรียน ผู้เขียนเห็นว่าปัญหานี้เป็นหนึ่งในความปกติที่ผิดปกติและน่าเศร้าที่สุดในระบบการศึกษาไทย ถึงแม้ว่ากฎข้อนี้จะละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักเรียนและมีปัญหาอย่างมากในด้านบรรทัดฐานเมื่อนำมาบังคับใช้จริง หลายคนยังคงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นความเหมาะสม นอกจากนี้ แสงแห่งความหวังสำหรับกลุ่มผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงระเบียบก็ริบหรี่ลงทุกขณะ เพราะการบัญญัติระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 นั้นอาจดูเหมือนความหวัง แต่ความจริงกลับสะท้อนความสิ้นหวังและความน่าหดหู่

1096892513

ระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 มีผู้วิจารณ์จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเพราะว่าไม่ชัดเจนเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อบังคับข้อที่ 4 ตรงคำว่า “ให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย” ความหมายที่คลุมเครือนี้ส่งผลให้ผู้บังคับใช้ระเบียบจริงอย่างครู ตีความกฎแตกต่างกันตามวิจารณญาณและทัศนคติที่หลากหลาย นอกจากนี้ ข้อบังคับข้อที่ 7 ก็ให้อำนาจแก่สถานศึกษามากเกินไป มิได้จำกัดบรรทัดฐานที่ชัดเจนมากพอ

ระเบียบทรงผมอาจนับเป็นความเรียบร้อย ความสะอาด และความเหมาะสม แต่มันก็อาจเป็นความอับอาย หรือการกดขี่ข่มเหงสำหรับนักเรียนบางกลุ่ม เพราะสิทธิเสรีภาพในร่างกายบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 3 มาตรา 28 ดังนั้น เมื่อพลเมืองไทยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตน การบังคับการจัดการเส้นผมซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงมิอาจยอมรับได้ และอาจกล่าวได้ว่าขัดกับกฎหมายสูงสุดของราชอาณาจักรไทย จากที่กล่าวมาข้างต้น หลายคนอาจสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า ปัญหาของกฎทรงผมมิได้จำกัดอยู่เพียงบรรทัดฐานการบังคับใช้ แต่รวมถึงตัวบทบัญญัติเองด้วย ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการควรให้อิสระแก่นักเรียนในการจัดการทรงผมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย อำนาจของสถานศึกษาควรทำได้เพียงตักเตือนเรื่องความสะอาดเท่านั้น เพราะหากการศึกษาหวังให้นักเรียนเติบโตไปเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ก็ควรสนับสนุนให้นักเรียนรู้จักสิทธิเสรีภาพ

หลักสูตรรวมถึงกิจกรรมในโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่เน้นสอนและสนับสนุนศาสนาพุทธมากกว่าศาสนาอื่นอย่างชัดเจนมากไป ตัวอย่างเช่น การมีวิชาพระพุทธศาสนาซึ่งหลักสูตรบรรจุเนื้อหาของศาสนาอื่นด้วย หรือมีศาสนาเปรียบเทียบในบางระดับชั้น แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับเนื้อหาของพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ศาสนิกชนในศาสนาอื่นและเหล่าผู้ไม่นับถือศาสนาก็เป็นพลเมืองไทยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การศึกษาที่มุ่งสอนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นหลัก จึงอาจสร้างความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองในใจชนกลุ่มน้อย ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดี เช่น กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา เข้ามาสร้างความแตกแยกได้

religion

ในทรรศนะของผู้เขียน โรงเรียนรัฐบาลซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีของประชาชนทุกศาสนา ควรจัดหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ โดยยึดหลักการมุ่งสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนาทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก เช่น การจัดหลักสูตรให้มีเนื้อหาของทุกศาสนาในปริมาณใกล้เคียงกันที่สุดที่เป็นไปได้ การอบรมครูเรื่องทัศนคติต่อผู้ไม่นับถือศาสนา หรือการจัดศาสนาเป็นวิชาเลือก ให้นักเรียนเข้าเรียนตามศาสนาที่ตนสนใจอย่างอิสระ

อีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจของประเด็นเรื่องศาสนาในระบบการศึกษา คือ แนวคิดฆราวาสนิยม (Secularism) ซึ่งมิได้บ่อนทำลายสถาบันศาสนา เนื่องจากหลักการที่ปกป้องทั้งผู้นับถือและผู้ไม่นับถือศาสนา โดยคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือสาสนา แต่ก็สามารถป้องกันการตีความคำสอนคลาดเคลื่อนจนนำไปสู่ความขัดแย้งที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งยังสนับสนุนเสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) ตามหลักการประชาธิปไตย หลักคิดนี้นำมาปรับใช้กับระบบการศึกษาได้โดยการไม่สอนศาสนาในโรงเรียน หรือก็คือ ให้โรงเรียนเป็นกลางทางศาสนา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนศึกษาศาสนาตามความสนใจอย่างแท้จริง และได้ศึกษาจากผู้ที่รู้ศาสนานั้นอย่างถ่องแท้ เช่น นักบวช และครูสอนศาสนา

why-pakistan-needs-secularism-1417354310-6668

การพัฒนาคุณภาพของการศึกษาไทยซึ่งเป็นสถาบันสำคัญที่ผลิตทรัพยากรมนุษย์อันมีค่ารวมถึงองค์ความรู้ในหลากหลายมิติ จำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบาย ไปจนถึงสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างสถาบันครอบครัว ร่วมมือกัน เปิดใจรับรู้ปัญหา และแก้ไขปัญหาเหล่านั้นที่ต้นเหตุ ด้วยกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างทางวิชาการที่มิอาจจำกัดด้วยโครงสร้างอำนาจ การเคารพในสิทธิรวมถึงความคิดของกันและกัน และความเท่าเทียมของคนทุกกลุ่มตามหลักการประชาธิปไตย

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2563). ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน

พ.ศ. 2563. สืบค้น 16 มิถุนายน 2563, จาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA

/PDF/2563/E/103/T_0006.PDF

กรมทรัพยากรธรณี. (n.d.). หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย. สืบค้น 16 มิถุนายน 2563, จาก

http://www.dmr.go.th/download/05.pdf

National Secular Society. (n.d.). What is Secularism?. Retrieved June 16, 2020, from National

          Secular Society Website: https://www.secularism.org.uk/what-is-secularism.html

แชร์: